นริศ จำปาลี : 19 ปีในญี่ปุ่นกับชีวิตที่มีมากกว่าแค่เป็นล่ามธีราทร

นริศ จำปาลี : 19 ปีในญี่ปุ่นกับชีวิตที่มีมากกว่าแค่เป็นล่ามธีราทร การได้เข้าชมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก ที่ทีมชาติไทยบุกมาเยือนญี่ปุ่น ที่ไซตามะ สเตเดียม เมื่อปี 2017 ก็จุดประกายให้เขามีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะทำงานเป็น ล่ามนักฟุตบอลไทยในญี่ปุ่น หากมีโอกาส

“ก่อนหน้านี้ที่อยู่ญี่ปุ่น ไม่เคยเข้ามาชมเกมฟุตบอลแมตช์ใหญ่ในสนามแบบนี้มาก่อน พอได้มาเห็นบรรยากาศมันตื่นเต้นสุดๆ ทุกอย่างมันว้าวไปหมด เลือดในร่างกายสูบฉีด หัวใจเต้นแรงมาก มันเกินคำว่าสุดยอด แล้วมันก็มีความคิดเข้ามาในหัวว่า อยากเป็นล่ามนักฟุตบอลไทยในเจลีก”

“พอมีข่าวว่า ชนาธิป (สรงกระสินธ์) จะมาคอนซาโดเล ซัปโปโร เราก็ไปสมัครที่สโมสร แต่เขาไม่รับ ก็เลยพลาดไปในปีแรก รออีกปีหนึ่ง จนมาถึง มุ้ย (ธีรศิลป์ แดงดา) ก็โทรไปสโมสร ซานเฟรซเซ ฮิโรชิมา เขาก็ไม่รับล่ามอีก ตายแล้วกู! จะทำยังไงดี ช่วงต้นเดือนมกราฯ ลองโทรไปหาทีม วิสเซล โกเบ เพราะมีข่าวที่ไทยว่า ธีราทร (บุญมาทัน) จะมา แต่สโมสรเขาก็ไม่รับ เพราะยังไม่มีการประกาศอย่างทางการ เราก็บอกว่าไม่รับไม่เป็นไร แต่ขออนุญาตส่งใบสมัคร และเบอร์ติดต่อกลับได้ไหม”

“เราเขียนเป็นหน้ากระดาษเลย บอกว่าเรามีประสบการณ์อะไรบ้าง มีความต้องการอยากช่วยเหลือนักบอลไทยให้ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงในญี่ปุ่น จะคอยซัพพอร์ททุกอย่างทั้งในและนอกสนาม เพราะอยู่ญี่ปุ่นมา 17 ปีในตอนนั้น ก็รออยู่ 2-3 สัปดาห์ ตอนนั้นก็เผื่อใจไว้ว่าคงไม่ได้อีกตามเคย แต่ในใจลึกๆ ก็เชื่อว่าเราต้องได้สิ เพราะหลายอย่างที่เราไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้ ยังเคยทำได้แล้ว ก็ไปบนศาลเจ้าญี่ปุ่นด้วยว่าขอให้ได้งานนี้”

“จนวันที่ 25 มกราฯ เขาโทรมาอยากขอสัมภาษณ์ เขาก็สนใจแต่อยากให้เริ่มงาน 1 กุมภาฯ โดยให้เวลาทดลองงาน 1 เดือน เราก็ตั้งตัวไม่ทันเหมือนกัน เพราะมีเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ ในการบอกลาที่ทำงานเก่า”

นริศ ตัดสินใจลาออกจากงานประจำที่ ฮอนด้า หลังทำงานมากว่า 12 ปี เพื่อมาเริ่มต้นงานใหม่ที่รายได้น้อยกว่าเดิมมากกับสโมสรวิสเซล โกเบ ในฐานะล่ามแปลภาษาไทย ให้กับธีราทร บุญมาทัน ดาวเตะซูเปอร์สตาร์ทีมชาติไทย ที่ย้ายมาร่วมทีมด้วยสัญญายืมตัว 1 ฤดูกาล

จากประสบการณ์ที่ใช้ชีวิต เรียนหนังสือ และทำงานในอยู่ญี่ปุ่นมานานกว่า 17 ปี ทำให้ นริศ เชื่อว่างานล่ามฟุตบอลคงไม่ยากเกินความสามารถของตัวเอง แถมยังได้ทำงานกับคนไทยอีกด้วย แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เขาเจอ มันตรงกันข้ามกับทุกอย่างที่เขาคิด

“มันไม่ง่ายอย่างที่คิดเลย เพราะนักฟุตบอลที่เราเจอมันไม่ธรรมดา รู้อยู่ใช่ไหม? ว่าอุ้มเป็นนักบอลที่เข้าถึงยาก” นริศ ย้อนถามผู้เขียน ก่อนเล่าถึงช่วงเวลาที่ยากลำบากของตนเอง

“ครั้งแรกที่เจอกันที่สนาม ก็สวัสดีทักทายกันปกติ เราคิดว่าน่าทำงานด้วยกันง่าย แต่พอมาเจอกันที่ โอกินาวา เขาเหมือนเป็นอีกคนเลย เขามีความเครียดและกังวลกับหลายๆ อย่าง ตอนนั้นเขามาคนเดียวด้วย และเราก็ไม่ใช่ล่ามที่เขาเลือกมา สโมสรเป็นคนจ้าง เวลาที่เขาต้องการคำปรึกษาเขาจะโทรหา แชมป์ (ล่ามคนไทยของทีมฮิโรชิม่า) เราก็ช็อกสิ ตอนนั้นก็ไม่รู้วิธีว่าจะเข้าหาเขายังไง มันเหมือนยังมีกำแพงกั้นอยู่ ที่ทำให้เราเข้าไม่ถึงเขา”

ปัญหาหลักของ นริศ คือ การที่เขาไม่ได้ใช้ชีวิตที่ไทยมาเป็นเวลานาน ทำให้เขามีตัวเลือกคำไทยที่จะใช้ค่อนข้างน้อย รวมถึงศัพท์เทคนิคด้านฟุตบอลที่เป็นคำเรียกแบบไทย เขาก็ไม่สามารถสื่อสารออกได้ดีนัก จนทำให้เขากับธีราทร ดูเหมือนจะไปด้วยกันไม่ค่อยได้ เพราะเขาเองไม่เคยมีประสบการณ์ด้านฟุตบอลมาก่อน

จนกระทั่งงานแถลงข่าวเปิดตัว ธีราทร บุญมาทัน กับ วิสเซล โกเบ เริ่มต้นขึ้น ซึ่งถือเป็นงานแรกอย่างเป็นทางการของล่ามชาวไทย นริศ ถูกมอบหมายให้ทำหน้าที่ทั้งล่ามแปลภาษาไทยเป็นญี่ปุ่น และแปลจากภาษาญี่ปุ่นเป็นไทย เขายอมรับว่าในวันนั้นเขาทำหน้าที่ได้ไม่ดี และหลังจบงานแถลง เขาได้บอกทุกอย่างที่อยู่ในใจกับ ธีราทร

“มันเหมือนกับในหัวเรามืดไปหมด ค้าง ช็อต พูดไม่ออก เข้าไปเช็คในโชเซียลก็โดนด่าเยอะมากว่า ล่ามคนนี้ไม่ได้เรื่อง ท้อมากจริงๆ”

“พอกลับมาถึงโรงแรมขึ้นลิฟท์จะไปชั้น 10 ตอนนั้นอยู่กับอุ้มสองคน ผมก็บอกอุ้มตรงๆ ว่า ‘ถ้ามีใครที่ดีกว่าพี่ อุ้มเลือกเขามาเลยนะ อย่าเอาชีวิตมาทิ้งกับพี่ นี่มันชีวิตและอนาคตของอุ้ม พี่ยอมหลีกทางให้ พี่ว่าพี่ทำงานนี้ไม่ได้’ อุ้มก็ตอบมาว่า ‘ช่างมัน ลืมๆ ไปเถอะพี่ มาอยู่ด้วยกัน ก็สู้ไปด้วยกันนี่แหละ มันก็แค่วันหนึ่งเท่านั้น’ ตอนนั้นเหมือนเขาเริ่มเปิดใจให้เรา”

“แต่กลับมาถึงห้องพัก น้ำตาไหลพรากเลย ในชีวิตนี้เพิ่งเคยเจอความล้มเหลวจริงๆ ที่ผ่านมาไม่ว่าจะหนักแค่ไหน เราคิดในใจว่า กูไม่ยอมแพ้หรอก ไม่ท้อ แต่ครั้งนี้เราท้อมาก มันเหมือนกับว่าเราไม่เหมาะกับงานนี้จริงๆ”

คืนวันนั้น นริศ โทรไประบายทุกอย่างที่อัดอั้นอยู่ในใจให้แม่ของเขาฟัง เขารู้สึกว่าภาระที่แบกรับอยู่ตอนนี้ มันหนักหนาเกินไป และมีความกดดันสูงมาก เพราะต้องมาทำหน้าที่แปลภาษาและช่วยเหลือ นักฟุตบอลที่เป็นความหวังของคนไทย

ขณะที่ค่าตอบแทนของเขา กลับได้เงินเพียงน้อยนิด หากเทียบกับการทำงานหลายๆ อาชีพที่เขาเคยผ่านมา แต่สุดท้ายเขาเลือกที่จะสู้ต่อกับการทำหน้าที่ล่ามต่อไป เพราะไม่อยากปล่อยโอกาสที่จะได้ทำงานในวงการลูกหนังหลุดมือ