หมอชี้มะเร็งหลังโพรงจมูก ระวังให้ดีอาการคล้ายหวัด

เตือนคนชอบกินของหมัก-ดอง ก่อโรค “มะเร็งหลังโพรงจมูก” พบในวัยรุ่นเพศชายมาก ระวังให้ดีอาการเริ่มต้น  “เจ็บคอ-น้ำมูกไหล” คล้ายหวัด

กรณีโลกโซเชียลฯ ให้กำลังใจหนุ่มเคราะห์ร้ายป่วยมะเร็งโพรงจมูก ระยะที่ 4 ซึ่งหวังว่าภรรยาจะดูแล แต่แล้วกลับหนีและทอดทิ้งลูกวัย 2 ขวบไว้ให้เลี้ยง โดยผู้เป็นพ่ออายุ 66 ปี ของหนุ่มรายนี้ ตัดพ้อว่า เห็นลูกทรมานไร้เงินรักษา ก็อยากจะคิดฆ่าตัวตายจบชีวิต 
 
แต่รู้หรือไม่ว่าสิ่งที่กระตุ้นให้เกิด “โรคมะเร็งหลังโพรงจมูก” แถมยังพบได้ตั้งแต่ช่วงคนที่อายุน้อย กลุ่มวัยรุ่น ซึ่งความรุนแรงโรคร้ายแรงมากหรือไม่ จะพาไปหาคำตอบกัน
 
พญ.พจนา จิตตวัฒนรัตน์ แพทย์อายุรกรรมมะเร็ง กล่าวให้ข้อมูลว่า “มะเร็งหลังโพรงจมูก” พบบ่อยในแถบเอเชีย เช่น ไทย จีน เกาหลี เป็นต้น แต่พบไม่บ่อยในแถบยุโรปและอเมริกา ซึ่งแถบเอเชียนี้มักพบในกลุ่มคนอายุน้อย วัยรุ่น และพบได้ในเพศชาย ส่วนแถบยุโรปและอเมริกามักพบในคนอายุมาก โดยสาเหตุของคนแถบเอเชีย เกิดจากติดเชื้อไวรัส “EBV” (Ebstein Barr virus) และเชื่อว่ามีปัจจัยอื่นๆ หรือพฤติกรรมด้านอาหารร่วมด้วย เช่น อาหารหมักเกลือ ของหมักดอง สมุนไพรจีนบางชนิด สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น ล้วนกระตุ้นให้ไวรัสชนิดนี้ทำงาน จนเกิดการอักเสบเรื้อรัง แต่ในโซนยุโรปและอเมริกานั้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักๆ
 
อาการเริ่มด้วยเจ็บคอ น้ำมูกไหลออกมาคล้ายหวัด ทำให้ไม่ค่อยได้สังเกตว่าผิดปกติไป จนพอนานเข้าอาจมีน้ำมูกปนเลือด คัดจมูกข้างเดียว หูอื้อข้างเดียว มีเสียงดัง ปวดหู เสียงแหบ ต่อมาเมื่อเชื้อกระจายสู่ต่อมน้ำเหลืองก็จะเกิดก้อนโตบริเวณคอ ก้อนที่จมูก ทำให้หายใจไม่ค่อยสะดวก บางครั้งอาจได้ยินเสียงผิดปกติดังในหูได้ มาถึงตอนนี้คนไข้จะเห็นชัดว่าผิดปกติแน่ จึงมาพบแพทย์ ซึ่งเป็นระยะที่โรคลุกลามไปบริเวณใกล้เคียงแล้ว
 
อย่างไรก็ตาม “มะเร็งหลังโพรงจมูก” เป็นโรคที่อยู่ในตำแหน่งซ่อนเร้น ทำให้มาพบแพทย์ล่าช้า อยากให้พึงนึกถึงไว้ด้วย เพราะถ้ามีอาการผิดปกติทางจมูกเรื้อรังไม่ค่อยหาย รีบมาพบแพทย์แต่เริ่มแรก ผลการรักษาจะได้ผลดีมาก เนื่องจากว่าการดำเนินโรคหากเป็นระยะแรกโอกาสหายขาดสูงมาก เช่น ในระยะที่ 1 และ 2 ถ้ารักษาถูกต้องตามขั้นตอนโอกาสหายสูงถึง 80-90% หากเป็นระยะที่ 3 หรือ 4 โอกาสหายลดลงเหลือ 50-60% ซึ่งการรักษามะเร็งหลังโพรงจมูก ก็จะรักษาโดยใช้การฉายแสง ร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัด